Home สิ่งที่น่าสนใจ SMD พร้อมลงสนามเข้าเทรดในตลาด mai วันแรก 17 มิ.ย.นี้

SMD พร้อมลงสนามเข้าเทรดในตลาด mai วันแรก 17 มิ.ย.นี้

272
ดร.วิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือ SMD 

บมจ.เซนต์เมด (SMD) พร้อมเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันแรก 17 มิ.ย. ปลื้มกระแสตอบรับการเสนอขายหุ้น IPO ล้นหลาม มั่นใจนักลงทุนให้การตอบรับดี โชว์ศักยภาพก้าวสู่ความเป็นเลิศด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง ด้านระบบการหายใจและช่วยชีวิต พลิกโฉมปั้นโมเดลธุรกิจ มุ่งขยายศูนย์ตรวจการนอนหลับ-ให้เช่าเครื่องมือทางการแพทย์ รับสังคมไทยก้าวสู่สังคมสูงอายุ หนุนสร้างการเติบโตแบบสมดุลและยั่งยืน ผลักดันรายได้เติบโต 15% ต่อปี ใน 3 ปีต่อจากนี้       

ดร.วิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือ SMD ผู้ดำเนินธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ชั้นนำระดับโลก เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 17 มิถุนายน 2564 โดยใช้ชื่อย่อ ‘SMD’ และหลังปิดการเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 54  ล้านหุ้น หรือคิดเป็นจำนวนไม่เกินร้อยละ 25.23 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ ที่ราคาเสนอขายหุ้นละ 7.20 บาท โดยพิจารณาจากอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัท (P/E) ที่ประมาณ 17.52 เท่า ซึ่งภายหลังจากเปิดจองซื้อหุ้น ในวันที่ 9-11 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา หุ้น SMD ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก โดยมียอดจองล้นหลาม สะท้อนพื้นฐานธุรกิจและศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนองค์กรก้าวสู่ความเป็นเลิศด้านตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้วางแผนขยายการลงทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เสริมความแข็งแกร่งให้กับโมเดลธุรกิจเดิมโดยต่อยอดขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในกลุ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงขยายธุรกิจ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. รูปแบบการจัดหาบริการให้เช่าครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ให้กับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น โรงพยาบาลเฉพาะทาง โรงเรียนแพทย์ และโรงพยาบาลศูนย์ โดยมีระยะเวลาให้เช่า 3-5 ปี เพื่อลดการจัดสรรปันส่วนงบประมาณของโรงพยาบาลรัฐที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และนำเงินงบประมาณดังกล่าวไปใช้ในส่วนอื่น ที่ช่วยเพิ่มโอกาสการดูแลผู้ป่วยให้เข้ารับการรักษาพยาบาลมากขึ้น

และ 2.การดำเนินโครงการศูนย์ตรวจการนอนหลับ เนื่องจากคนไทยได้ตระหนักถึงอันตรายจากการนอนกรน และหยุดหายใจในขณะนอนหลับมากขึ้น โดย SMD ถือว่าเป็นผู้ประกอบการรายแรกๆ ของไทย ที่นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้ากลุ่มการช่วยหายใจและเวชศาสตร์การนอนหลับ (Respiration) ซึ่งได้ลงทุนในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 4 เตียงตรวจ ที่ให้บริการไปตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ในลักษณะสัญญาความร่วมมือระหว่าง SMD กับโรงพยาบาล หรือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) ที่ SMD เป็นผู้ลงทุนและให้บริการ ทั้งลงทุนปรับปรุงตกแต่งพื้นที่ การจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ การจัดหาเจ้าหน้าที่ผู้มีความรู้ความชำนาญในการตรวจการนอนหลับ (sleep technician) โดยรูปแบบสัญญาจะมีลักษณะเป็นการปันส่วนรายได้จากการให้บริการ และจากการขายเครื่องมือให้แก่โรงพยาบาล

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนจะร่วมมือกับโรงพยาบาลชั้นนำในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อขยายการลงทุนโครงการศูนย์ตรวจการนอนหลับเพิ่มเติมอีก 8 เตรียงตรวจต่อโครงการต่อปีในช่วงปี 2564-2566 รองรับจำนวนผู้ที่มีสิทธิการรักษาพยาบาล เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น ถือเป็นการสร้างการเติบโตแบบสมดุลและยั่งยืน ซึ่งจะช่วยผลักดันผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปี มีรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 15%

เอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด

นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า  SMD มีศักยภาพเติบโตสูงจากข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันต่างๆ จากการมีผลิตภัณฑ์ที่ดี (P-Product) ที่วงการแพทย์ให้การยอมรับ การมีราคาที่เหมาะสมและจับต้องได้ (P-Price) และมีทีมงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ (P-People) ในการอธิบายแนะนำสินค้า และการบริการหลังการ รวมถึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้า นอกจากนี้ SMD ยังมีจุดเด่นที่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่มีความสามารถในการทำกำไรที่โดดเด่นจากความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านระบบการหายใจและช่วยชีวิต รับจังหวะกับการเติบโตตามอุตสาหกรรมโรงพยาบาล ที่ไม่ได้รัรบผลกระทบจากปัจจัยทางเด้านเศรษฐกิจ รวมถึงสังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อดูแลประชาชนจะเพิ่มสูงขึ้นอีกมากในอนาคต